ปรมาจารย์ลูกหนัง หลุยส์ ฟาน กัล วัย 70 ปี กับวันที่ต้องต่อสู้กับมะเร็งต่อมลูกหมาก ก่อนพาลูกทีมดัตช์ลุยฟุตบอลโลกที่กาตาร์ 2022

ข่าว หลุยส์ ฟาน กัล ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการต่อสู้กับ โรคมะเร็ง แล้วก็ได้แต่ภาวนาเอาใจช่วย ให้รักษาตัวกลับมาแข็งแรง และ หายดีขึ้นไวๆ แหล่งข่าวจากฮอลแลนด์ระบุว่า ฟาน กัลป์ ผ่านการฉายรังสีมาแล้วมากกว่า 25 รอบ สำหรับวัย 70 ปี ของสุดยอดโค้ชคนหนึ่งในโลกลูกหนัง ต้องยอมรับว่า เป็น หลุยส์ ฟาน กัล หนึ่งในโค้ช ที่ ประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งของวงการโลกลูกหนัง กับตำแหน่งแชมป์มากมายการันตีผลงาน ทั้งจากอาแจ็กซ์, บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และ แมนยู (อาแจ็กซ์: ยูฟ่า คัพ 1991/92, ดัตช์ คัพ 1992/93, เอเรดิวิซี่ 1993/94, 1994/95, 1995/96, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1994/95, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1995, อินเตอร์คอนทิเนนทัล คัพ 1995; บาร์เซโลน่า: ลา ลีกา 1997/98, 1998/99, โกปา เดล เรย์ 1997/98, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1997; อาแซ่ด: เอเรดิวิซี่ 2008/09; บาเยิร์น มิวนิค: บุนเดสลีกา 2009/10, เดเอฟเบ โพคาล 2009/10)
สำหรับประวัติการเป็นโค้ช หลุยส์ ฟาน กัลป์ เริ่มทำงานโค้ช มาตั้งแต่ปี 1991 แต่ถ้าไล่ไปก่อนนั้นจริงๆ จะพบว่า หลุยส์ ฟาน กัล เข้าสู่เส้นทางงานโค้ช มาตั้งแต่ ปี 1986 ในบทบาท ผู้ช่วยผู้จัดการทีม สโมสรอาแซ่ด อัลค์มาร์ ซึ่งก็เป็นสโมสรสุดท้ายของเขา ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ หมายความว่า หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการและนักฟุตบอลในเวลาเดียวกัน ในช่วงบั้นปลายของอาชีพนักเตะในสโมสรอาแซ่ด อัลค์มาร์ว่ากันว่า สำหรับ หลุยส์ ฟาน กัล เขาถือเป็น ไม้เบื่อไม่เมา ขั้วตรงข้ามกับโค้ชเทวดา โยฮัน ครัฟฟ์ แบบสุดๆ โดยสมัยที่ ฟาน กัล เป็นผู้เล่น เขาเคยสังกัดใน สโมสรอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เล่นในบทบาทมิดฟิลด์ตัวเพลย์เมกเกอร์ แต่ไม่สามารถแจ้งเกิดในทีม อาแจ็กซ์ ณ เวลานั้น ได้ เนื่องจากมี โยฮัน ครัฟฟ์ ยืนขวางอยู่ เรียกว่าอยู่ใต้ร่มเงา ของ โยฮัน ครัฟฟ์ มาตั้งแต่สมัยเป็นนักฟุตบอล กระทั่งผันตัวมาเป็นโค้ช แนวคิดหรือปรัชญาการทำฟุตบอลของ หลุยส์ ฟาน กัล ก็เลือกจะยืนตรงข้ามกับแนวคิดของโค้ช โยฮัน ครัฟฟ์ ตลอดเวลา เรียกได้ว่าถ้าแกยืนขวา ฉันจะยืนซ้าย อย่างไม่ต้องมีเหตุผลมาอธิบาย
ในขณะที่ โยฮัน ครัฟฟ์ เชื่อมั่นในทักษะส่วนตัวของผู้เล่น แต่ หลุยส์ ฟาน กัล กลับเน้นไปที่การทำงานหนักเพื่อส่วนรวม ถือเป็นสงครามระหว่างปรัชญาการทำฟุตบอล ที่แตกต่างสองขั้วอย่างชัดเจน ซึ่งกีฬาฟุตบอลเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรผิดอะไรถูก ผลงานเท่านั้นจะเป็นตัวตัดสินว่า แนวทางหรือปรัชญาการทำทีมของคนไหนที่ถูกต้อง
ครั้งหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ หลุยส์ ฟาน กัล ระบุว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาประเภททีม มันหมายความว่า ผู้เล่นต้องร่วมมือกันทำงาน ช่วยเหลือกัน ถ้ามีใครสักคนในทีม บกพร่องในหน้าที่ของตน นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการผลักภาระให้เพื่อนร่วมทีมต้องลำบากมากขึ้น เน้นทีมเวิร์กมากกว่าวันแมนโชว์อย่างชัดเจนย้อนไปช่วงก่อนหน้าจะมาทำงานโค้ช ที่จริง หลุยส์ ฟาน กัล เคยเป็น คุณครูสอนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา มาก่อน นั่นเองที่มีส่วนทำให้ หลุยส์ ฟาน กัล เป็นคนที่ศรัทธาในความเป็นระเบียบวินัย โดยเขาเชื่อว่า ฟอร์มการเล่นอาจมาจากพรสวรรค์ส่วนบุคคลแต่ตำแหน่งผู้ชนะเลิศต้องมาจากระเบียบวินัยและทีมเวิร์กเท่านั้น
เขาจึงเคยพูดเปรียบเทียบ นักฟุตบอลอาชีพ กับ นักเรียน อยู่เสมอว่า ไม่ได้แตกต่างกันในการดูแล การดูแลนักเรียน กับ ดูแลนักฟุตบอล ต้องใช้หลักจิตวิทยาไม่แพ้กัน ในทีมฟุตบอล คุณจะเจอกับผู้เล่น ร้อยพ่อพันแม่ จากต่างที่ต่างถิ่น เหมือนกันกับ นักเรียน ที่มาจากพื้นฐานครอบครัวหลากหลาย และนั่นคืองานที่คุณต้องรับมือให้ดีหลังทำหน้าที่ ผู้ช่วยโค้ช ที่ อาแซ่ด อัลค์มาร์ ได้เพียงปีเดียว หลุยส์ ฟาน กัล ก็กลับมาดูแลระบบเยาวชน ของ สโมสรอาแจ็กซ์ อีกราว 2 ปี และมันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าผู้เล่นเยาวชนอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์, สองพี่น้องตระกูล เดอบัว แฟรงค์ เดอ บัวร์, โรนัลด์ เดอ บัวร์, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ , เอ็ดก้าร์ ดาวิดส์ และ พาทริค ไคลเวิร์ต อยู่ในทีมก่อนที่จะโด่งดังเป็นผู้เล่นระดับยุโรปในเวลาต่อมา ทำให้เมื่อในเวลาต่อมา ที่ หลุยส์ ฟาน กัล ขึ้นไปทำทีม อาแจ็กซ์ ชุดใหญ่ ตอนปี 1991 เขาจึงไม่มีปัญหาในการผลักดัน เยาวชน ขึ้นมาเป็นแกนหลักในทีมของเขา
กล่าวกันว่าวินัยเรื่องหนึ่งของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่ค่อนข้างซีเรียสเป็นอย่างมาก คือ เขาไม่ต้องการให้นักฟุตบอลของเขา ทำตัวอยู่ในแสงไฟ เป็นข่าวนอกสนามมากกว่าในสนาม พูดง่ายๆคือ ห้ามผู้เล่นคนใดก็ตาม ทำตัวเป็น ซุปเปอร์สตาร์นอกสนาม เพราะ ฟาน กัล ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมและสมาธิของนักเตะ เพราะอาชีพนักเตะด้วยชื่อเสียงและเงินทองจะมีสิ่งยั่วยุจากภายนอกเข้ามารบกวนทำลายสมาธินักเตะ ซึ่งอาจพาให้นักเตะหลงระเริงและหลุดจากความเป็นนักเตะระดับโลกโลกได้ ว่ากันว่า ในวันแรกที่เขา เข้ามารับงานคุมทีม บาร์เซโลน่า ต่อจาก เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ในปี 2002 หลุยส์ ฟาน กัล ประกาศกร้าวว่า ในสโมสรบาร์เซโลน่า มี ซุปเปอร์สตาร์ แค่คนเดียวเท่านั้น นั่นคือ ตัวผม

ฉะนั้นเราจึงมักได้เห็นว่า หลุยส์ ฟาน กัล จะทำงานของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และผลงานออกมาได้ดี กับทีมที่ไม่มีผู้เล่นอีโก้แรงๆ อยู่ในทีม เหมือนเช่นที่เขาเคยพา อาแจ็กซ์ ครองจ้าวยุโรป เมื่อปี 1995
แนวทางฟุตบอล ของ หลุยส์ ฟาน กัล แน่นอนว่าหลายคน ลงความเห็นว่า Boring Football หรือฟุตบอลที่น่าเบื่อ หากแต่ว่าในอีกมุมมองหนึ่ง มันก็ถือเป็น พื้นฐานสำคัญ ของ กีฬาฟุตบอล ที่ ผู้เล่นต้องมีติดตัวเป็นทักษะพื้นฐาน การรับ-ส่งบอล ให้ตรง , เล่นให้ง่าย ไม่ฝืนเล่นมากจังหวะ , ไม่พยายามทำตัวให้เป็นจุดสนใจ , ช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ เพื่อที่ภาพรวมทั้งหมด ของ คำว่า ทีม จะได้ออกมาสมบูรณ์ ดังนั้นฟุตบอลในสไตล์ของอาจารย์หลุยส์ แทบจะไม่เห็นนักเตะของเขาโซโล่เดี่ยวครึ่งสนามลากไปยิง แต่จะเป็นการเคาะบอล ทำชิ่ง แทงทะลุ เข้าทำประตู เสียส่วนใหญ่ ซึ่งจะว่าไปในมุมตรงกันข้าม ของปรัชญาฟุตบอลสวยงาม ในแบบของโค้ชเทวดา โยฮัน ครัฟฟ์  ก็มาจากพื้นฐานเดียวกันคือ ฟุตบอลที่เซตขึ้นบนคำว่าระเบียบ วินัย เล่นเพื่อส่วนรวม ในแบบ หลุยส์ ฟาน กัล นี่แหละ สุดท้ายคนทั้งโลกภาวนาอยากเห็นภาพ อาจารย์หลุยส์เอาชนะเจ้าโรคมะเร็งร้าย และกลับมายืนคุมลูกทีมข้างสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่กาตาร์ นี้